แผ่นดินไหว วันที่ 28 มีนาคม 2565 ศูนย์กลางประเทศพม่า แรงสั่นสะเทือน 7.7 ริกเตอร์
วันนี้คงมีหลายคนที่รู้สึกวิงๆเวียนๆบนพื้นราบ หรือรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนบนอาคารสูง เวลาประมาณ บ่ายโมงกว่าๆ ซึ่งเป็นผลจาก แผ่นดินไหว วันที่ 28 มีนาคม 2565 ศูนย์กลางประเทศพม่า แรงสั่นสะเทือน 7.7 ริกเตอร์ บริเวณรอยเลื่อนสะกาย

เรามาทำความรู้จักกับนอยเลื่อนสะกายกันครับ
"รอยเลื่อนสะกาย" (Sagaing Fault) ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่มีพลัง มีความยาวประมาณ 1,200 กม. วางตัวอยู่แนวทิศเหนือ-ใต้ ผ่านกลางประเทศเมียนมา โดยถูกขนานนามว่า "ยักษ์หลับกลางเมืองพม่า" เคยเกิดแผ่นดินไหวตั้งแต่ขนาด 2.9 - 7.3 ประมาณ 280 ครั้ง
รอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) ถือเป็นหนึ่งในรอยเลื่อนมีพลัง (active fault) ที่สำคัญอันดับต้น ๆ ในอาเซียนบ้านเรา ซึ่งคำว่า Sagaing Fault สมัยก่อนคนไทยเคยอ่าน "รอยเลื่อนสะเกียง" ต่างชาติอ่าน "รอยเลื่อนสะแกง" ต่อมาชาวเมียนมาบอกว่า บ้านเขาเรียกว่า "รอยเลื่อนสะกาย" ทุกวันนี้จึงสรุปเรียกให้ตรงกันว่า "รอยเลื่อนสะกาย" ตามเจ้าของพื้นที่
จากบทความ รอยเลื่อนสะกาย-ยักษ์หลับกลางเมืองพม่า โดย สันติ ภัยหลบลี้ และ สัณฑวัฒน์ สุขรังสี (2557) แปลความหมายภาพถ่ายดาวเทียม ประเมินเกี่ยวกับรอยเลื่อนสะกายไว้ ดังนี้
รอยเลื่อนสะกาย มีความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร วางตัวอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ ผ่ากลางอกประเทศพม่า และพาดผ่านแทบทุกเมืองที่สำคัญของเมียนมา
เริ่มจากเมืองมิตจีนา (Myitkyina) มัณฑะเลย์ (Mandalay) ตองยี (Tounggyi) เนปิดอว์ (Naypyidaw) พะโค (Bago) ย่างกุ้ง (Yangon) ทั้งยังยังลากยาวต่อลงไปในทะเลอันดามัน
ตลอดแนวรอยเลื่อนสะกาย พบภูมิประเทศที่แสดงถึงการปริแตกของเปลือกโลกอยู่หลายแบบ เช่น ผารอยเลื่อน (fault scarp) เนินเขาขวาง (shutter ridge) หนองน้ำยุบตัว (sag pond) ทางน้ำหัวขาด (beheaded stream) และทางน้ำหักงอ (offset stream) ซึ่งภูมิประเทศเหล่านี้ช่วยยืนยันว่า รอยเลื่อนสะกายมีการเลื่อนตัวแบบเหลื่อมข้างชนิดขวาเข้า (dextral strike-slip fault)
ในทางธรณีแปรสัณฐาน (tectonic setting) นักธรณีวิทยา (Curray, 2005) เชื่อว่า รอยเลื่อนสะกายเป็นขอบหรือรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกย่อยโบราณ 2 แผ่น คือ แผ่นซุนดา (Sunda Plate) และ แผ่นพม่า (Burma Plate) ซึ่งปัจจุบันถือเป็นส่วนหนึ่งของ แผ่นเปลือกโลกยูเรเซีย (Eurasian Plate)
อย่างไรก็ดี ผลจากการเคลื่อนที่ในปัจจุบันของแผ่นเปลือกโลกอินเดีย (Indian Plate) เข้าชนยูเรเซียในแนวตะวันออกเฉียงเหนือค่อนไปทางเหนือ ทำให้รอยเลื่อนสะกายซึ่งเป็นรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกเก่าที่ยังไม่เชื่อมกันสนิทดี ขยับตามไปด้วย จากการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ตัวอย่างหินแปรบริเวณเมืองโมกก (Mogok metamorphic belt) ที่เกิดจากการเบียดบี้กันของแผ่นซุนดาและแผ่นพม่า
สรุปว่า รอยเลื่อนสะกายเริ่มขยับตัวแบบเป็นจริงเป็นจัง เมื่อประมาณ 16–22 ล้านปี ที่ผ่านมา (Searle และคณะ, 2007)
นอกจากนี้จากการเก็บข้อมูลเพื่อระบุตำแหน่งพื้นโลกจากเครื่องจีพีเอสความละเอียดสูง ที่ติดตั้งกระจายทั่วประเทศพม่า นักธรณีวิทยา (Nielsen และคณะ, 2004; Socquet และคณะ, 2006 ) พบว่า ปัจจุบันแผ่นเปลือกโลกอินเดียวิ่งชนยูเรเซียด้วยอัตราเร็ว 35 มิลลิเมตร/ปี และมีการถ่ายเทแรงเค้นทางธรณีแปรสัณฐาน (tectonic stress) เข้ามาภายในแผ่นยูเรเซีย ทำให้รอยเลื่อนสะกาย มีอัตราการเคลื่อนตัวหย่อน ๆ ลงมาที่ 18 มิลลิเมตร/ปี ซึ่งก็ยังถือว่า เร็วและดุพอสมควรถ้าเทียบกับรอยเลื่อนส่วนใหญ่ของไทย
รอยเลื่อนสะกาย จึงถือว่า เป็นแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวสำคัญสามารถเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่และมีโอกาสสร้างภัยพิบัติทั้งต่อประเทศเมียนมาโดยตรงรวมถึงประเทศไทยได้
ตัวอย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหว "รอยเลื่อนสะกาย" ที่ส่งผลกระทบถึงไทย
เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.0 เมื่อวันที่ 23 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2455 ที่เมืองมัณฑะเลย์ ทำให้เมียนมาได้รับความรุนแรงจากแผ่นดินไหวสูงในระดับ VII-IX ตามมาตราเมอร์คัลลีแปลง (Modified Mercalli Intensity, MMI) และส่งผลกระทบถึงภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครของไทยในระดับ III คือ ผู้ที่อยู่ในบ้านรู้สึกได้ เหมือนรถบรรทุกวิ่งผ่าน
เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.3 เมื่อวันที่ 3 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2473 ซึ่งจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่เมืองพะโค ทำให้เมียนมาได้รับความรุนแรงแผ่นดินไหวระดับ IX และบางพื้นที่ในภาคเหนือของไทยได้รับความรุนแรงแผ่นดินไหวระดับ V คือ ผู้ที่อยู่ในบ้านรู้สึกชัดเจน ข้าวของในบ้าน หน้าต่าง ประตูสั่นไหว คนที่หลับอยู่อาจตกใจตื่น
ย้อนรอยความเสียหายจาก "รอยเลื่อนสะกาย"
รอยเลื่อนสะกายยังคงเลื่อนตัวอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ตลอดแนวรอยเลื่อนยังมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลแผ่นดินไหวที่ตรวจวัดได้จากเครื่องมือตรวจวัดในช่วงปี พ.ศ. 2507 – พ.ศ. 2555 พบว่า เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 2.9-7.3 อย่างน้อย 280 ครั้ง และหากย้อนกลับไปถึงบันทึกประวัติศาสตร์พบว่า รอยเลื่อนสะกายเคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในระดับที่สร้างความเสียหายหลายต่อหลายครั้ง
เจดีย์ชเวมอดอร์ (Shwemawdaw Pagoda) ที่เมืองหงสาวดี หรือที่คนไทยเรียก พระธาตุมุเตา เคยพังทลายจากแผ่นดินไหวใหญ่ถึง 4 ครั้ง ซึ่งเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.3 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2473 ทางตะวันตกของเมืองย่างกุ้ง ทำให้ปลียอดของเจดีย์ชเวมอดอร์หักพังลงมา
เจดีย์มินกุน (Mingun Pagoda) เจดีย์ที่ได้ชื่อว่า เป็นเจดีย์อิฐแดงที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2460
ต้นฉบับ
Comments